วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2566

เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อน ที่สะเทือนวงการบันเทิงเป็นอย่างมาก สำหรับนักร้องดัง หนุ่ม กะลา ที่หลังจากไลฟ์สดชี้แจงประเด็นร้อน พร้อมทั้งขอโทษที่ทำให้ผิดหวัง เผยเตรียมหย่าเร็วๆ นี้ ด้าน จูน เพ็ญชุลี ก็ได้ให้ทนายออกหนังสือเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่ 3 เป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท ให้เวลา 3 วัน หากไม่จ่ายก็จะเดินหน้าฟ้องต่อไป

ทางด้าน “จูน” ภรรยา ก็ได้เปิดใจกับสื่อมวลชน หลังจากที่สามีพูดเรื่องที่เกิดขึ้น รวมไปถึงเรื่องดำเนินคดีฟ้องบุคคลที่ 3 สร้างรอยร้าวครอบครัว 10 ล้านบาท ซึ่งเจ้าตัวได้เผยว่า

ตัดสินใจจะดำเนินการยังไงต่อกับ “หนุ่ม”?

“ถ้ากับตัวสามีก็ต้องใช้เวลา เอาเป็นว่าตอนแรกที่คุยกันมีคำว่าหย่าหลุดออกไป ก็คิดแบบนั้นจริงๆ ถ้าสมมติว่าคุยกันแล้วจูนกันแล้ว ความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิม เราแยกกันอยู่ๆ แล้ว อย่างที่ทุกคนทราบ ส่วนกระบวนการหย่ามันง่ายนิดเดียวแค่ว่า ถ้าจะหย่าจริงๆ ตกลงค่าเลี้ยงดูทรัพย์สินอะไรเสร็จก็แค่เซ็นหย่า ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าวงนี้เราก็แยกกันอยู่ๆ แล้ว ต่างก็ไปเยียวยาจิตใจตัวเอง เอาเป็นว่าโฟกัสผลประโยชน์ลูกอันดับหนึ่งก็พอแล้วค่ะ ตอนนี้นะ”

โล่งไหมได้พูดไปหมดแล้ว?

“สบายใจมากค่ะ ที่เก็บไว้เป็นปีๆ หลายปี คือตอนหลุดออกมาเราไม่ได้สบายใจนะ แค่รู้สึกว่ามันจบสักที เราจะได้ไม่ต้องกล้ำกลืนฝืนทน เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ พูดกับใครก็ไม่ได้ ถ้าเราโพล่งออกมาปุ๊ปลูกเรามีเอฟเฟ็กต์ มันหลายอย่าง เราคิดถึงลูก”

ในรายการ “หนุ่ม” ขอโทษ “จูน” ขอโทษทุกคน เป็นการขอโทษครั้งแรกไหมตั้งแต่แยกบ้านกัน?

“คือช่วงที่จับได้ตอนแรกเขาก็ขอโทษแหละ แต่ว่าพฤติกรรมเรายังรู้สึกว่าเขาขอโทษแล้วทำต่อคืออะไร แต่วันนี้ผลของการกระทำของเขาวันนี้มันเห็นแล้ว ซึ่งจูนก็รู้สึกว่าเขาก็ได้รับผลเอฟเฟ็กต์เยอะมากแล้ว เขาขอโทษเราครั้งนี้ เราก็รู้สึกว่าเขาสำนึก เขารู้สึกผิด คนเราทำผิดยังไงในใจมันก็จะต้องผิดอยู่แล้วแหละ (ก่อนหน้านี้ขอโทษหลายครั้ง?) เขาก็ขอโทษค่ะ ถ้าขอโทษแบบจริงๆ จังๆ เลย ก็จะเป็นช่วงแรกๆ ที่เรารู้ ช่วงหลังเป็นการทะเลาะกันมากกว่า”

เขายืนยันว่าจะจบกับทางโน้น เราได้ยินกับหูแล้วรู้สึกยังไง?

“ก็รู้สึกดีแหละค่ะ ใครจะอยากให้สามีไปยุ่งกับคนอื่น มันคือสิ่งที่เขาควรทำอยู่แล้ว”

พร้อมใจอ่อนหรือมีแนวโน้มไหม?

“มันก็ยังต้องฮีลใจ เพราะว่าเราเจอๆ มา แล้วนี่ก็กระแสมาถึงเรา มาถึงลูกเราเยอะแยะไปหมดเลย อยู่ดีๆ สามีบอกขอโทษ ดีกัน แฮปปี้เอนดิ้ง มันไม่ใช่นิยาย มันต้องใช้เวลาค่ะ เอาเป็นว่าตอนนี้เราเป็นพ่อแม่ช่วยกันดูแลลูก ส่วนเรื่องความรักหนุ่มสาวหรือว่าสามีภรรยา คือเราก็เป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว เราใช้ชีวิตเปป็นสามีภรรยาที่เหมือนเพื่อนกันอยู่แล้ว ตอนนี้มันก็ดีแล้ว”

อะไรที่ทำให้ลังเล?

“นาทีนี้เราก็ไม่ได้อยากกลับไปนะพูดตรงๆ แยกกันแบบนี้เราก็สบายใจดี แต่เราก็ไม่รู้ว่าเดี๋ยวเผื่ออนาคต เขาพิสูจน์ตัวเองจนเราใจอ่อนแล้วกลับมา เดี่ยวหาว่าเราพูดไม่ตรงอีก อันนี้เราก็เลยพูดว่าเราจริงๆ นาทีนี้เราก็ยังอยากแยกอยู่ หลังจากนี้เราก็แยกบ้านอยู่ดี ที่ว่าจะเซ็นเมื่อไหร่อันนี้ดูข้อกฎหมาย”

บุคคลที่สามเคยแซะเรา พอ “หนุ่ม” ประกาศตัดความสัมพันธ์กลัวไหมว่าจะถูกระราน คุกคามหรืออะไรไหม?

“ถ้าเขายังอยากมาเราก็ใช้กฎหมายแหละ เราจะไปทำอะไรเขา ถ้าเราทำเราก็ทำไปนานแล้วแหละ”

เรายังห่วงและรักเขาไหม?

“ถ้าตอบตรงๆ ต้องรักแหละ คนเรามันอยู่กันมาครึ่งชีวิต เป็นห่วงมากๆ เพราะจากที่เขาโดนเราก็รู้ว่าเขาหนัก แล้วจริงๆ เขาเป็นคนใจบาง เรารู้ว่าเขาโดนเชคข้างในนานมากแล้ว เขาตอบอะไรไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว ข้างในเขาคงแย่ เรามั่นใจว่าเรารู้จักเขาดีที่สุด”

เขาเองยอมรับผิดทุกอย่าง อยากให้สังคมให้อภัยเขาไหม?

“ก็อยากจะให้สังคมให้อภัยเขา เพราะครั้งนี้มันเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตเขาแล้ว ทั้งกระแสทั้งอะไรต่างๆ เรายังพูดคำเดิมเราไม่ได้อยากเห็นใครพังทลาย วินาศสันตะโร แล้วยิ่งเขาเป็นสามีเป็นคนในครอบครัวเราก็ยิ่งไม่ได้อยากเห็นเขาล้ม แต่ว่าก็อยู่ที่ตัวเขาด้วยว่าเขาตั้งใจที่จะแก้ไขหรือเปล่า อันนี้แยกเรื่องส่วนตัว เรื่องงานเนอะ เรื่องที่เขากับเราก็ส่วนนึง เรื่องงานเขาก็ทำเต็มที่ ก็อยากให้สังคมให้อภัยเขา เอาจริงๆ มันก็มีผลกระทบถึงลูกเราแหละ มันก็เลี่ยงไม่ได้”

เขาบอกว่าเงินจากแกรมมี่ให้เราโดยตรง?

“ขอเคลียร์เรื่องนี้ ตั้งแต่แต่ไรเงินก็อยู่กับพี่อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าจับได้แล้วยึดเงินคืน ไม่ใช่ เราเปิดเป็นบัญชีบริษัท การบริหารจัดการก็เป็นหน้าที่ของจูนอยู่แล้ว เวลาเช็คออกก็ไปรับเอาเงินเข้าบัญชีอยู่แล้ว ทุกวันนี้ก็จ่ายเขาเป็นเงินเดือน ค่าใช้จ่ายทุกอย่างพี่ก็เมเนจ ถ้าเขาอยากได้อะไรเขาก็ขอ แต่พอเราแยกกันไปบางทีเขาอยากจะได้อะไร แต่เขาไม่กล้าพูดอะไรหรือเปล่า ส่วนใหญ่ก็ไม่ขอบ่อยนะ ก็จะเป็นเรื่องในงานซื้อโน่น นี่ เพิ่ม นิดหน่อยไม่เยอะ”

คิดว่าเรื่องเงินเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้นด้วยไหม?

“ก็อาจจะมีนะ เขาอาจจะอยากซื้ออะไรเป็นแสน เป็นล้าน เราไม่ให้ไง เราก็ยอมรับ บางชิ้นเราก็รู้สึกว่าไม่โอเค แต่มันก็เป็นเรื่องปกติของสามีภรรยา ถ้าชิ้นใหญ่ๆ ไม่เมคเซ้นส์ก็มี”

คิดเป็นการสิ่งที่นำไปสู่ให้เขามีคนอื่นที่เปย์เขาแทนไหม?

“อ๋อ เอาจริงๆ นะ เงินเราก็มีไม่ใช่คนไม่มีเงิน เพียงแต่ว่าเขาจะซื้อแบรนด์เนมสักอย่าง 50,000 บาท เราไม่ให้ เราพูดตรงๆ พอคนอื่นมีมาให้เราก็ไม่รู้เขาอาจจะชอบหรืออาจจะแฮปปี้ตรงนั้น แต่ถามว่าเป็นสาเหตุไปชอบผู้หญิงเปย์หรือเปล่า เราตอบแบบนี้ดีกว่า ถ้าใครมาเปย์เรา ใครมาให้เรา เราก็ชอบ เราก็รับ แต่ถึงขนาดเปย์ปุ๊ปแล้วไปรักเขา ไปเห็นดีเห็นงามอันนี้มันต้องอยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคนมากกว่า (เขาไปพูดกับคนรอบตัวไหม?) อันนี้ไม่รู้เลยค่ะ”

ความสัมพันธ์กับครอบครัวสามี?

“มันหลายปี ก็มีดีและไม่ดีบ้างแหละค่ะ มีกระทบกระทั่งกันบ้าง เราก็ไม่แน่ใจว่าที่เขาโพสต์ออกไปเขาไปได้ยินอะไรมา เขาเข้าใจผิดอะไรเราหรือเปล่า หรือด้วยอารมณ์หรือเขาไม่ได้กลั่นกรอง”

มีคนจับสังเกตว่าครอบครัวเขาไปญี่ปุ่นกับฝั่งโน้น?

“เราก็ตกใจแหละ เราก็อ้าวมันยังไง เราก็สับสนเหมือนกัน แต่ว่าอันนี้เราไม่รู้ในส่วนนี้จริงๆ ไม่ตอบดีกว่า”

ได้คุยกับคุณแม่เขาบ้างไหม?

“ไม่ได้คุยค่ะ แต่เรื่องนี้ไม่ได้คุยเลย (กับน้องสาวเขาด้วย?) ไม่คุยเลย ตั้งแต่มีเรื่องกลับมาก็ไม่ได้คุยกันเลย”

มีกระแสข่าวว่า “หนุ่ม” มีลูกมาแล้ว?

“อันนี้ไม่รู้เลยค่ะ ไม่ขอตอบ มันไม่ใช่ส่วนของเราแล้ว”

ยังจะฟ้องบุคคลที่สามอยู่ไหม?

“ยืนยันว่ายังฟ้องอยู่ค่ะ ฟ้องเหมือนเดิม (10 ล้าน?) เราฟ้องตามสมควร (ไม่ยอมความ?) ไม่ค่ะ”

ถ้าอนาคต “หนุ่ม” มาขอร้อง?

“ไม่ให้ฟ้องผู้หญิงเหรอคะ ไม่น่ากล้านะคะ”

10 ล้านคุ้มไหม?

“ไม่คุ้มค่ะ พูดจริงๆ หมายถึงว่าถ้าเทียบกับความรู้สึกที่เราเสียไปนะ มันไม่คุ้มหรอก (ถ้าเรียกได้อีก?) ได้อีกก็เอานะ”

มั่นใจว่า “หนุ่ม” จะทำได้ตามที่พูดในรายการไหม?

“เราจะไปตอบแทนไม่ได้หรอก มันอยู่ที่เขาแล้วแหละ โอกาสที่เขาจะต้องพิสูจน์ตัวเองทั้งเราทั้งสังคมเห็นว่าเขาตั้งใจจริงที่จะปรับปรุงแก้ไข เพราะโลกโซเชียลถ้าเขาผิดคำพูดอีกแป๊ปเดียวก็เอารูปมาลงแล้ว ก็ต้องอยู่ที่เขาแหละ”

อยากฝากบอกอะไรถึงผู้หญิงอีกคนไหม?

“เขาเคยอยากให้เราติดต่อไปเนอะ เราก็ไม่เห็นประโยชน์ในการติดต่อไป ณ วันนั้น แต่ว่าตอนนี้เดี๋ยวเราให้ทางทนายติดต่อไป ถ้าอยากคุยกันเดี๋ยวไปเจอกันที่ศาลดีกว่า เราพูดกันด้วยพยานหลักฐานดีกว่า”

มั่นใจในหลักฐานที่มีไหม?

“ก็มั่นใจ เราก็มั่นใจนะ”

เรื่องแยกกันอยู่คนละบ้าน?

“ก็เวลาเราจับได้แหละ ไม่ว่าเป็นเราหรือเป็นใครมันก็เสียความรู้สึกเนอะ เรามีลูกเล็ก ต้องเลี้ยงลูกแล้วก็ทำงานด้วย ถ้าเรามาทะเลาะกันบรรยากาศในบ้านลูกเราก็รับรู้ได้ เราก็เลยคิดว่าแยกเบรกไปก่อนได้ไม่ต้องหน้าบึ้งตึงใส่กัน ไม่ต้องพูดจาไม่ดีใส่กัน ให้เขากลับไปอยู่บ้านกับคุณแม่เขาก่อน แยกบ้านไปก่อน เราก็อยู่กับลูก”

คิดว่าตัดสินใจผิดไหมที่แยกกับเขา อาจจะเป็นช่องทำให้เขาไปไกลกว่านั้น?

“เราคิดว่าไม่ว่าจะอยู่บ้านเดียวกันหรือแยกกันหรืออยู่ต่างประเทศ ถ้าเขาจะทำเขาก็ทำ คนไม่ทำก็ไม่ทำ เพราฉะนั้นไม่ได้มีความคิดว่าเป็นเพราะฉันไล่เธอไป เธอถึงมีคนอื่น ไมได้คิดแบบนั้นค่ะ ในเวลา 2 ปี เขาก็ยังกลับมา ยังมาหาลูกเป็นปกติแค่ว่าไม่ได้นอนบ้านเดียวกัน เขามาเล่นกับลูกจนดึกๆ ลูกหลับ เขาก็กลับไป เขาก็มาบ่อยแหละ เขาว่างจากงานหรือมีเวลาเขาก็มา เราก็ไม่ได้ขัดขวางเขาเจอลูก อยากมาก็มา เขาก็ยังเป็นพ่อของลูก ลูกเราก็ยังถามป๊าอยู่ไหน ป๊ามาหรือยัง”

อยากให้เรื่องนี้จบยังไง?

“ถ้าในเรื่องสามีภรรยา ความรัก อันนี้ขอพูดคำเดิมให้เวลามันฮีลใจแล้วก็ดูการกระทำของเขา แต่จะให้วันนี้ขอโทษแล้วกลับมารักกันอันนี้เป็นไปไม่ได้ เอาเป็นว่าทุกอย่างถ้าเห็นประโยชน์ของลูกสำคัญ มองเป้าหมายเดียวกัน ก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ คุยกันได้ นาทีนี้ก็ไม่ได้เกลียดเขานะ ไมได้แช่งชักหักกระดูก ไม่มีๆ เขาน่าจะได้รับบทเรียนที่สาหัสแล้ว ส่วนเราเองเข้มแข็งได้เพราะลูก พอเรามีลูกเราก็โฟกัสที่ลูก อะไรที่เป็นประโยชน์กับลูก ลูกมีความสุข เราไม่ต้องทะเลาะกันให้ลูกเห็น เราก็คิดว่าถ้าเราต้องแยกกัน 1 2 3 4 ที่ต้องมีให้ลูกคืออะไร เราก็ได้ดำเนินการตามนั้นหมดแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้มีหรือไม่มีก็เลี้ยงลูกได้ ก็เลยไม่ได้เฮิร์ตอะไร เพราะมันผ่านความเฮิร์ตมาแล้ว”

ถ้าจบที่แยกหรือหย่า เรารับได้?

“รับได้ค่ะ ดูแลตัวเองได้ค่ะ”

อยากบอกอะไรถึงคนที่ส่งกำลังใจ?

“(ไหว้) อยากจะขอบคุณจริงๆ อินบ็อก แชท แทบแตก เราเข้าใจคนที่ถูกกระทำประชาชนก็เห็นใจ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ แต่แรกแล้วนะเราคิดว่าเราไม่ใช่คนผิด เราไม่อายต่อให้เรื่องนี้มันจะแดงเมื่อไหร่ เราไม่ใช่เป็นคนที่จะต้องอายอยู่แล้ว พอยิ่งวันนี้เรื่องเกิดขึ้นคนให้กำลังใจ เห็นใจ เราก็ดีใจที่มีคนเข้าใจ ถึงจะมีคนอะไรบ้างก็ไม่สนใจค่ะ เราถือว่าเราก็ทำในสิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำค่ะ”

เพลงที่ให้ “หนุ่ม กะลา”?

“เอาคืนมา (ยิ้ม)”